ในรั้ววัดบวรฯ ตอนที่ 1 - บรรพชาอุปสมบท

ก่อนที่ผมจะเล่าไปถึงเรื่องการบวชของผม ผมขอเล่าถึงความหมายของการบวชให้เข้าใจก่อนนะครับ

จากที่ได้ร่ำเรียนมานั้น คำว่า "บวช" เป็นคำภาษาไทย ที่มีรากศัพท์มาจากคำภาษาบาลีคำว่า "ปพฺพชฺชา" โดยเมื่อแยกรากศัพท์ออกมาแล้วจะได้เป็น "ป" กับ "วช" ซึ่ง
"ป" แปลว่า ทั่วไป, สิ้นเชิง
"วช" แปลว่า ละ, เว้น
ดังนั้นคำว่า "ปพฺพชฺชา" หรือ "บวช" จึงสามารถแปลออกมาได้ว่า "การละเว้นโดยสิ้นเชิง" เป็นการละจากการเป็นฆราวาสสู่ความเป็นบรรพชิต โดยเมื่อผมได้ศึกษาพระธรรมวินัยแล้วนั้น การบวชจึงเป็นการละซึ่งวิสัยของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วๆ ไปนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน กิน และความคิดความรู้สึก ที่เรามักจะทำลงไปด้วยความเคยชิน ที่ไม่ทันได้ยั้งคิดว่าเป็นการสำรวมหรือไม่ อย่างไร

โดยที่เมื่อผมได้ศึกษาบทความ การบวชคืออะไร? โดยท่านพุทธทาสภิกขุ แล้วนั้น ก็ยิ่งให้ได้เข้าใจการบวชมากยิ่งขึ้นครับ ท่านได้อธิบายไว้ว่า "เมื่อบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักต้องเว้นสิ่งซึ่งควรเว้นตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้อย่างไรนั้นโดยสิ้นเชิง ข้อนี้ผู้บวชแล้วย่อมจะได้รับการศึกษาธรรมวินัยจนรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งควรเว้นหรือควรละ ทั้งในส่วนวินัยและทั้งในส่วนธรรมะ แล้วตนก็จะพยายามเว้นสิ่งที่ควรเว้นนั้นโดยสิ้นเชิงโดยอาศัยกำลังใจที่ได้ รับมาจากการระลึกถึงอยู่เสมอว่าบวชนี้เราบวชเอง การปฏิญาณในการบวชนี้ได้ทำในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และโอกาสอันศักดิ์สิทธิ์ และการบวชที่มีอานิสงส์อันสมบูรณ์นั้นเป็นความหวังอย่างยิ่งของมารดาบิดา และเราผู้มีความเป็นมนุษย์อันถูกต้องนั้นจักต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เจริญงอกงาม ก้าวหน้าขึ้นไปสู่ความสูงหรือยอดสุดของความเป็นมนุษย์อยู่เสมอไปจึงจะสมกัน เมื่อระลึกได้ดังนี้ ก็มีกำลังใจที่จะละเว้นสิ่งที่ควรละเว้นได้โดยหมดจดสิ้นเชิง ตามระเบียบวินัยอย่างครบถ้วน"


เตรียมตัวบวช
มีหลายๆ ท่านที่มาถามผมหรือถามพ่อแม่ ว่าให้ใครพาเข้าไปหรือว่ารู้จักกับใคร ผมจึงเข้าไปบวชที่วัดบวรฯ ได้ ผมขออธิบายไว้ตรงนี้คร่าวๆ นะครับ  ว่าทางวัดบวรฯ เองนั้น เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุต ที่เปิดกว้างสำหรับการบวชให้กับพุทธศาสนิกชนทุกคน เพียงแค่ให้ผู้ปกครอง พาเข้าไปหากราบท่านเจ้าคณะต่างๆ ที่รู้จัก หรือถ้าไม่รู้จักเจ้าคณะไหนๆ เลย ก็สามารถเข้ากราบขอบวชกับท่านพระเทพสารเวที (พระอุปัชฌาย์) ที่คณะกุฏิได้โดยตรงครับ ขอย้ำว่าต้องให้ผู้ปกครองพาเข้าไปนะครับ และ และต้องมีระยะเวลาบวชอย่างน้อย 15 วัน สำหรับการบวชนอกพรรษาครับ ((ข้อมูลตาม Link เลยครับ การบรรพชาอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร))

ในการเตรียมตัว ผมไปขอรับ CD จากร้านหนังสือของมหามกุฏราชวิทยาลัย ((อยู่ตรงแยก 13 ห้าง เยื้องๆ กับวัดครับ)) เพื่อมาฟังสำเนียงการออกเสียง เพราะทางวัดบวรนั้นใช้คำมคธตามภาษาเดิม ที่การออกเสียงจะแตกต่างจากภาษาไทย เช่น ฑ. ท. ก็จะออกเสียงเป็นเสียง ด. หรือ พ. ก็จะออกเสียงเป็นเสียง บ. ครับ ยากพอควร แล้วก็ต้องท่องให้ได้ด้วย เพราะแม้ว่าในแต่ละรอบของการบวชจะมีจำนวนมาก แต่ก็เป็นการบวชเดี่ยว ท่องเองคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีพระมาคอยนั่งบอกบทให้เราครับ ท่องไม่ได้ ก็ไม่ได้บวช จากนั้นก็เข้าไปซ้อมขานนาคกับพระพี่เลี้ยง 2 - 3 ครั้ง โดยก่อนที่จะถึงวันบวช พระพี่เลี้ยงก็จะให้ผมเอากระทงดอกไม้เข้าไปกราบพระอุปัชฌาย์เพื่อขอฉายาครับ ปกตินั้นจะได้รับฉายาในวันบวชครับ แต่เนื่องจากคนบวชเยอะ อาจทำให้ชักช้า ท่านก็เลยได้ให้ไว้ก่อนครับ ฉายาที่ผมได้รับคือ "ตีรณปญฺโญ" ที่หมายถึงผู้มีปัญญาพิจารณาไตร่ตรองครับ

ท่องบทขานนาคได้แล้ว ก็เหลือแต่การสำรวจตัวเองครับ ผมตื่นเต้นกับการบวช เพราะเหมือนกับว่าเป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต แต่พอสำรวจใจตัวเองแล้ว ผมรู้สึกว่าผมเฉยๆ หรือว่างๆ ก็ไม่ทราบได้ ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับการบวชครั้งนี้ ออกแนวว่าดับเครื่องชน แล้วก็ทำให้ดีที่สุดครับ ที่ตั้งใจว่าจะงดอาหารเย็นล่วงหน้าสักอาทิตย์ เพราะกลัวว่าบวชแล้วจะหิวแย่ ก็ไม่สำเร็จด้วย กินแหลกเหมือนเคยเลยจริงๆ ครับ


วันบวช
ผมบวชวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2553 ครับ ในวันบวชพระพี่เลี้ยงผมติดกิจนิมนต์ เลยนัดผมเที่ยงครึ่งโกนผม แล้วก็จะได้เข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีช่วงบ่ายได้เลย ก็ต้องรีบบอกญาติมิตรแขกเหรื่อว่าให้มาถึงกันประมาณ 11 โมง มาเร็วก็ร้อน คนก็เยอะ พอท่านพระพี่เลี้ยงกลับมา ผมก็เริ่มพิธีให้ญาติๆ ปลงผมก่อนครับ เรียงคิวหั่นได้ ที่ลุ้นๆ ก็มีแต่ญาติสูงอายุมือสั่นๆ มาขลิบผมใกล้ๆ ใบหูนี่แหละครับ กลัวว่าจะต้องไปเข้าโรงพยาบาลก่อนเข้าโบสถ์ซะงั้น พอปลงผมกันครบ พระพี่เลี้ยงก็เรียกไปโกนผมได้ เอาสบู่ถูให้ทั่วหัว ผมคลำๆ ที่หัวมาสักระยะแล้วครับ ว่าไม่มีสิว ไม่มีไฝ ไม่งั้นโกนไปหล่ะได้เลือดแน่ๆ ท่านใช้มีดโกนแบบใบมีด 2 ด้านครับ แป๊บๆ ก็โล่งหัวกันไป ไปอาบน้ำแต่งตัวออกมาเป็นชุดนาค รอเข้าไปทำพิธี





ในการบรรพชาอุปสมบทในศาสนาพุทธนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีหลักครับ คือ
1. เอหิภิกขุอุปสัมปทา วิธีการบวชนี้พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอุปัชฌาย์เอง โดยกล่าวกับผู้บวชว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด”
2. ติสรณคมนูปสัมปทา พระพุทธเจ้าบัญญัติให้มีการบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทาขึ้น ให้พระสาวกเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้กุลบุตรผู้ประสงค์จะบวช โดยในภายหลังนั้นใช้เป็นการบวชสามเณรเท่านั้น
3. ญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา  ถือเป็นวิธีการบวชที่ใช้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน เป็นวิธีบวชที่มอบอำนาจให้คณะสงฆ์ตั้งแต่ 5 รูปขึ้นไปร่วมกันสวดญัตติเพื่อรับเข้าเป็นพระสงฆ์







ขั้นตอนในการบวชก็ไม่มีอะไรมากครับ ผมก็กราบพ่อแม่ญาติผู้ใหญ่ รับผ้าไตรจากญาติ โดยตอนที่รับผ้าไตรมาจากย่า ย่าบอกกับผมว่า "เรียนจนให้ได้เป็นมหาเลยนะ" นั่นเป็นคำพูดที่ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ย่าไม่ได้อยากให้ผมแค่บวชให้กับท่าน แต่ท่านอยากให้ผมได้เรียนรู้ในเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ทั้งเพื่อตัวผมเอง และนำเอามาใช้เพื่อคนอื่นๆ ต่อไปด้วย และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ในช่วงของการบวชนี่แหละครับ จากนั้นก็เป็นส่วนของพิธีการ ที่จะต้องว่าคำขอบวช เปลี่ยนจากชุดนาคเป็นห่มจีวร แล้วก็มาขอศีล ซึ่งเมื่อสิ้นสุดพิธีการของการขอศีลแล้วนั้น เราก็จะเรียกได้ว่าเป็นสามเณรครับ จากนั้นจึงถึงเข้าสู่พิธีการของการบวชที่คณะสงฆ์จะต้องสวดญัตติเพื่อรับเราเข้าเป็นพระ โดยการบวชที่นี่จะบวชทีละ 3 รูปครับ เข้าไปพร้อมกัน แต่สวดเดี่ยวนะครับ ผมเป็นหมายเลข 6 นั่นคืออายุมากเป็นอันดับที่ 6 จากคนที่มาบวชทั้งหมด 36 คน ดังนั้นในแต่ละรอบผมก็สบายแฮ เพราะต้องสวดเป็นลำดับที่ 3 ใครผิดอะไรมาก่อนเราได้ยินหมด ก็มาระวังตัวไม่ให้ผิด แต่สุดท้ายก็โดนบ่นจนได้ครับว่าเล็บยาว T__T" พระท่านดุจริงๆ ครับ





เมื่อเสร็จสิ้นพิธีของผม ก็ออกมารอด้านนอกให้ที่เหลือเขาบวชกันไป วันนั้นกว่าจะบวชเสร็จกันทั้งหมดก็ร่วมทุ่มได้มั้งครับ จากนั้นผมในฐานะพระใหม่ ก็เข้าไปในโบสถ์อีกครั้ง เพื่อฟังเทศน์ซึ่งก็เป็นเรื่องของ อนุศาสตร์ 8 ครับ แบ่งเป็น นิสสัย 4 คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต และ อรณียกิจ 4 คือกิจที่ไม่ควรทำ อันได้แก่ เสพเมถุน ลักของเขา ฆ่าสัตว์ พูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน ซึ่งทั้ง 4 ข้อนี่สำคัญมากเลยครับ เพราะถ้าผิดข้อไหนไป ก็ต้องอาบัติปาราชิกโดยทันที โดยในการลักของเขานั้น ท่านพระพุทธเจ้าได้กำหนดราคาสินค้าไว้ด้วยครับ ว่าถ้าเอาของเขาที่เจ้าของไม่ได้ให้ ในราคาของที่มากกว่า 5 มาสก ก็ต้องปาราชิกครับ คำถามก็คือ แล้ว 5 มาสกนี่เท่าไหร่ ท่านอธิบายไว้ว่าคำนวณได้จากมูลค่าของทองคำที่มีน้ำหนักเท่ากับข้าวเปลือก 20 เมล็ดครับ นั่นแหละ 5 มาสก ส่วนข้อพูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน นั่นคือการแสดงอุตตริมนุสสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน นี่ก็เหมือนกับการที่เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่แสดงธรรมประหนึ่งว่าบรรลุแล้วนั่นแหละครับ เป็นการเรียนรู้สิ่งที่พึงกระทำและพึงละเว้นครับ

ตั้งแต่เวลานั้น ผมคือบรรพชิตครับ เป็นสมมุติสงฆ์ที่มีคนเคารพกราบไหว้ ซึ่งตามความตั้งใจแล้ว ผมต้องการที่จะปฏิบัติให้ดีที่สุดครับ เพื่อให้ไม่ต้องมารู้สึกผิดบาปในใจว่าเขากราบไหว้เรา โดยที่เราไม่ได้มีค่าพอให้กราบไหว้เลย