เรียนรู้อยู่กับเหงา
posted on 28 Apr 2006 21:32 by aqui94 in Akeผมอาศัยอยู่คนเดียวในทาวเฮ้าส์ขนาด 1 ครอบครัวย่อมๆ ซึ่งทำให้หลายๆ ครั้ง หลายๆ ครา ที่ความเหงาและความเบื่อ แวะเวียนมาเคาะประตูบ้าน ทักทาย และนั่งเล่นอยู่เป็นเพื่อนกับผมได้เรื่อยๆ แบบไม่มีเว้นวันหยุดราชการ แต่ผมก็อยู่มาได้อย่างสบายๆ ครับ
แต่ว่าทำไมนะ
ที่พักนี้ความเหงามีอิทธิพลกับผมหนักหนา
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน ถ้าเบื่อ ก็แค่โทรหาคนโน้น คนนี้
แล้วก็ถามว่ามีใครว่างบ้าง ไปเที่ยวกันดีกว่า
ไม่มีใครว่างเหรอ ไม่เป็นไร ไปดูหนังคนเดียวก็ได้ฟะ
แต่ว่าทุกวันนี้ผมถูกความเหงาจู่โจมได้ไม่เว้นวันครับ
นิดๆ หน่อยๆ ก็บ่อน้ำตาตื้นเอาง่ายๆ

อย่างเมื่อตอนเย็น ในระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมก็นั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลามาบนรถบริการของที่ทำงานตามปกติ พอรถมาติดไฟแดงตรงสะพานผ่านฟ้า ผมก็เงยหน้ามาพบกับภาพพระอาทิตย์ที่กำลังร่ำลาประเทศไทย ไปเริ่มปฏิบัติหน้าที่ต่อยังทวีปอเมริกา และแล้ว แสงอาทิตย์ก็แยงตาไปเขี่ยๆ ให้น้ำตาไหลได้พราก พราก พราก ผมจนมุมความเหงาเข้าจนได้ครับ

ยังครับ
ระฆังช่วยชีวิตผมไว้ได้
ไฟเขียวช่วยให้รถขยับไล่ภาพตรงหน้าออกไปจากสายตา ช่วยให้ผมได้มีเวลามานั่งนึกทบทวนสถานการณ์ และไตร่ตรองถึงแผนการณ์รับมือกับความเหงาในยกที่สอง ที่ระฆังบอกยกคงดังขึ้น ในทันทีที่ผมเหยียบเท้าเข้าบ้านครับ
ผมค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าบ้านอย่างเงียบๆ โยนกระเป๋าลงบนโซฟา เปิดทีวีให้มีเสียงเป็นเพื่อน แล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมาดื่มดับกระหาย ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงความเหงากำลังฟุตเวิร์คอยู่ข้างๆ กาย เอาไงดีฟะ นึกได้เลยรีบเดินไปนั่งหน้าทีวี โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหายนะกำลังจะมาเยือน เพราะภาพบนทีวีขณะนั้นคือโฆษณาที่กินใจ กับเสียงบรรยายที่ลอยเข้าหูมาว่า "ก็ไม่รู้ว่าชีวิตที่สมบูรณ์แบบคืออะไร สำหรับบางคน อาจเพียงต้องการให้มีใครมาคอยดูแลไปตลอดชีวิตก็ได้" และแล้วผมก็น็อคเอาท์ไปในยกที่สองครับ กับหมัดอัพเปอร์คัทเข้าปลายคาง น็อคคาโซฟาไปพร้อมกับความรู้สึกคิดถึงจับใจ

ทำไมเราต้องเหงา
ผมสรุปให้กับตัวเองได้ว่า ต่อให้เราเดินอยู่ท่ามกลางหมู่เพื่อน แต่ถ้าคนที่เราอยากพบ อยากเจอ อยากอยู่ด้วย ไม่ได้เดินอยู่ตรงนั้น แม้ว่าเราจะคุยกันสนุกสนานเพียงใดก็ตาม ผมก็เหงาไปแล้ว แล้วจะทำอย่างไรได้กันเล่า
พี่กาเหว่า - เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย เขียนถึงความเหงาไว้ในหนังสือเล่มใหม่ "ภูมิคุ้มใจ" ได้อย่างน่าสนใจครับ ((เอาไว้ผมจัดการกับงานและความเหงาได้ ผมจะมารีวิวหนังสือของนักเขียนสุดเลิฟให้อ่านกันนะครับ))
"การเจริญเมตตาเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ฉันเรียนรู้และเข้าใจว่า บางครั้ง...ความเหงาก็ต้องการเพื่อน มันจึงแวะมาหวังพึ่งพาเรา เพียงโอบกอดมันไว้สักพัก พอคลายเหงามันก็จะจากเราไปเอง บางครั้งที่มันแวะมาขณะฉันกำลังเดินทางโดยลำพัง ฉันก็ถือโอกาสเดินกอดคอกับความเหงาเที่ยวไปด้วยกันเสียเลย
จะชังน้ำหน้ามันอยู่หน่อยก็เวลามันกระโจนเข้ามาหาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงนี่ละ..."
ทุกวันนี้ ผมไม่ค่อยได้ไปเปิดทีวีครับ แต่อาศัยชาว Blog ชาวกระทู้เป็นเพื่อนในยามค่ำคืน เข้า Blog นั้น ต่อ Blog นี้ อ่านกระทู้เครียดๆ ปนฮาๆ และทำตัวให้มีประโยชน์กับผู้อื่นในการตอบ Blog ตอบกระทู้พลางนึกในใจว่า
"เมื่อไหร่นะ เขาจะออนไลน์"

ป.ล. เมื่อเช้าไปทำ VISA เข้าเยอรมนีมาครับ คราวนี้เป็นการเดินทางไปเยอรมนีเป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน แต่การไปทำ VISA ทั้ง 2 ครั้งนี้ ให้ความรู้สึกที่เหมือนกันก็คือ ดูเหมือนเขาไม่อยากจะให้คนไทยไปประเทศเขาเลยครับ การต้อนรับดูแลและอำนวยการทำร้ายความรู้สึกของผมมากๆ อยากรู้จัง ว่าสถานทูตไทยในต่างประเทศ มีการต้อนรับคนเข้าไปติดต่ออย่างไร ผมก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่ไปติดต่อสถานทูตไทย คงได้พบกับ "ยิ้มสยาม" นะครับ
มาต่ออีก ป.ล. ละกัน . . . วันนี้วันเกิดน้องสาวเกือบสวยที่คลานตามกันมา สุขสันต์วันเกิดนะคับ พี่ชายคนนี้คงไม่ได้อยู่ที่บ้าน ดังนั้นพี่ยกหน้าที่ดูแลพ่อแม่ให้หนูนะ -__-" ไม่ใช่สิ เอาใหม่ . . .พี่ชายคนนี้คงไม่ได้ดูแลหนูให้ดีเท่าไหร่ แต่ก็รักเอ็งนะเฟ้ย ((มีใครสนใจหญิงสาวปากจัดพอประมาณ อายุ 26 จบการศึกษาระดับปริญญาโท Food Science สูง 174 หน้าตาเหมือน ทราย เจริญปุระ ติดต่อผมได้นะครับ))








ยังไงก็ยิ้มๆไว้นะคะ มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มีเวลาให้กับสิ่งรอบข้าง รักตัวเองให้มากๆ เท่านี้คงเติมเต็มชีวิตได้ด้วยตัวเองมั๊งคะ

(ตีสนิทเร็วนะเรา )

แต่จริงๆแล้วคนสมัยนี้มีตัวช่วยให้หายเหงาเยอะขึ้นนะครับ
ทั้งโทรศํพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ
ลองนึกถึงคนสมัยก่อนสิครับ
แม้แต่ไฟฟ้าก็ไม่มี แล้วเขาจะเหงากันขนาดไหน...
เหงาก็หายใจเข้า... หายใจออก...
แล้วก็ดีใจว่า อย่างน้อย ลมหายในก็ยังอยู่กับเรา...
ไปเยอรมันด้วย.... อิจฉานิดๆ...
#1 By โก๋สิจ๊ะ on 2006-04-28 21:40