Double Standard
posted on 30 May 2006 10:35 by aqui94 in Akeโรงเรียนเปิดเทอมไปได้ 2 อาทิตย์แล้วสินะครับ
การเดินทางใน กทม. จากที่เคยสะดวกสะบาย ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก
ก็ต้องกลับกลายมาเป็นมองไปทางไหน ก็เห็นแต่รถยนต์จอดนิ่งสนิท
นี่ถ้าที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านกว่านี้หน่อยนะ
จะถอยจักรยานมาขี่ไปทำงานให้สำลักควันพิษเล่น คอยดู๊!!!
((คิดถูกหรือคิดผิดก็ไม่รู้เนอะครับ))

ถ้าวันไหน ผมนั่งรถบริการของสำนักงานไปทำงาน
ก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับรถติดมากนัก
แค่รำคาญและหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ มากกว่า
แต่ถ้าวันไหนมีนัดออกกำลังกายตอนเย็น
ผมก็จะต้องหอบอุปกรณ์เสื้อผ้าและรองเท้าใส่รถ และขับรถไปทำงาน
ซึ่งวันนั้นก็จะเป็นวันที่หงุดหงิดมากๆ ครับ กับการขับรถ
จนขับรถไปถึงที่ทำงานแล้ว ก็ยังไม่หายหงุดหงิดเลยครับ
ก็เพราะการขับรถที่เอาตัวเองเป็นหลัก ไม่มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ
ใครจะไป ใครจะมา ใครจะติด รถจะติดยังไงไม่สน ขอกูไปก่อน
คนพวกนี้แหละครับ ที่ทำให้รถมันติดมากขึ้น

จริงๆ แล้ว จะนับผมเข้าไปในกลุ่มคนเหล่านั้นก็ได้นะครับ
เพราะในหลายๆ สถานการณ์ ผมเองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน
อย่างถ้ามีรถจะกลับรถ แต่ผมขับรถมาในทางตรง
ใจของผมก็มักจะคิดเสมอว่า "เดี๋ยวก่อนๆ ขอไปก่อน"
คงไม่ค่อยจะมีใครที่จะเหยียบเบรคแล้วก็ให้รถกลับรถไปก่อนใช่ไหมครับ
ซึ่งก็เช่นเดียวกันครับ ในขณะที่ผมกำลังรอที่จะกลับรถ
ในใจผมก็จะคิดว่า "พอไปได้เฟ้ย ชะลอรถกันมั่งสิฟะ แบ่งๆ กันไป"
นั่นก็เพราะเรามีใจเข้าข้างตัวเองแหละครับ
ในกรณีเหล่านี้ ในทัศนะของคนทั่วไป ต่างก็มี 2 มาตรฐานกันทั้งนั้น
หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Double Standard ไงครับ
ซึ่งแต่ละคน จะเลือกใช้มาตรฐานอันไหนในแต่ละสถานการณ์
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เราเป็นฝ่ายได้หรือเสีย
และเราก็เรียกร้องหาความยุติธรรมกันอยู่เนืองๆ
โดยใช้หลักความยุติธรรมที่เอาประโยชน์ส่วนตนเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน
พระไพศาล วิสาโล ((เขียนอ้างถึงท่านอีกแล้ว))
ได้เคยกล่าวไว้ว่า
คือเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง หรือถือเอาประโยชน์ของตนเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน . . .
. . . ความยุติธรรมนั้นเป็นหลักการที่ดีอันควรยึดถือ ไม่ใช่เพราะมันช่วยให้ฉันได้เท่ากับคนอื่น หรือเสียน้อยกว่าคนอื่น แต่เพราะเป็นหลักการที่ช่วยให้สังคมเกิดความสงบสุขและสามารถแก้ความขัดแย้งได้ด้วยสันติวิธี สังคมที่ไร้ความยุติธรรมย่อมสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้คนและยากที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติได้ ความยุติธรรมในความหมายที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็น "ธรรม" อันพึงรักษาไว้ และผู้ที่ยึดถือความยุติธรรมในความหมายดังกล่าว โดยไม่คำนึงว่าตนจะได้หรือเสีย ย่อมเรียกว่ามี "ธรรมาธิปไตย" คือมีธรรมเป็นใหญ่ . . .
การยึดเอาความยุติธรรมโดยมุ่งประโยชน์ส่วนรวมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะครับ
ผมก็ยังนึกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาประโยชน์ส่วนตนเป็นตัวตั้งอยู่บ่อยๆ
ซึ่งเป็นความยุติธรรมตามใจ มากกว่าความถูกต้องเหมาะสม
การขับรถของผม ก็พยายามเอาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นตัวตั้งบ่อยๆ
แต่ก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ครับ
ก็มันอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้สักที

โดยความตั้งใจ ถ้าระหว่างขับรถไปทำงาน มีรถรอกลับรถอยู่
และความเร็วรถของผม สามารถชะลอลงได้ และไม่เป็นปัญหากับรถที่ตามมา
ก็จะชะลอรถให้เขาได้กลับรถไปก่อน เพราะยังไงเราก็ไม่ได้ถึงที่หมายช้ากว่าเดิมสักเท่าไร
แต่กับพวกขับรถที่ไม่มีน้ำใจ ผมก็จะพยายามอโหสิให้กับความรีบของเขา
ปล่อยเขาไปก่อน และคิดในใจว่าเขาคงมีธุระรีบร้อน ต้องรีบไป รอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว
แล้วก็ค่อยตามไปยิ้มเยาะเขา ที่แยกไฟแดงข้างหน้า ประมาณว่า
"เป็นไงหล่ะ รีบมา ก็มาติดไฟแดงนี้เหมือนกันแหละฟะ"

เจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนกันแฮะผม







เรื่องขับรถนี่เรียกว่า ใครดีใครได้หล่ะนะครับ ผมเองพอเริ่มขับรถเป็นนิสัยเสียด็เริ่มออก ขอให้ได้ไปก่อนหน่อยน้า..นิดนึง ก็ยังดีฮะๆ
)
ผมมาขับรถที่ต่างจังหวัด คนขับกันช้ามากๆ ช้าแบบขับรถกินลมแบบนั้นเลย แรกๆก็หงุดหงิดเล็กน้อย หลังๆก็เริ่มขับช้าตาม เพราะแซงไปก็ไปติดคันหน้าอยู่ดี
#1 By PeeYong \-_-> on 2006-05-30 11:14