ปลายหนาว ที่ภูเรือ ภูหลวง [ภาคเดิน Trail ใหญ่ ที่ภูหลวง]
posted on 16 Feb 2007 10:49 by aqui94 in Voyage
ความเดิมจากตอนที่แล้ว
ปลายหนาว ที่ภูเรือ ภูหลวง

หลังจากที่ซัดข้าวต้มเห็ดหอมกันไปคนละชาม
กับเครื่องเคียงอย่าง ข้าวเหนียว ไก่ย่าง หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู
เราก็ได้ชอปปิ้งของกินเอาไปทำกันบนภูหลวง
และออกเดินทางสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงครับ
แต่แบบว่าพอหนังท้องตึงก็ไปดึงให้หนังตาหย่อน
ยังไม่ทันจะพ้นเขตตลาดภูเรือดี ผมก็หลับสนิท
ชนิดที่ว่าลืมตามาอีกทีก็ อ้าว ถึงภูหลวงแล้วนี่หว่า

เมื่อลืมตามา ผมก็พบกับธรรมชาติสองข้างทางที่สวยงามครับ
ต้นไม้ยังเขียวครึ้ม ขัดๆ กับฤดูกาลที่เป็นฤดูแล้ง
ลองเปิดกระจกยื่นมือออกไป ก็ปะทะกับลมเย็นๆ ครับ
เราใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาถึงยังหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
และพบกับต้นกุหลาบแดงสีสดบานสะพรั่งต้อนรับผู้มาเยือนครับ
พวกเอาข้าวของสัมภาระเก็บเข้าบ้านกันอย่างเร่งด่วน
เพราะอยากจะออกเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
Trail โคกนกกระบา ที่จะลัดเลาะไปชมกล้วยไม้และหน้าผาครับ
คนพร้อม กล้องพร้อม อาหารกลางวันพร้อม
เราก็ออกเดินทางตามเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
ไกด์จำเป็นที่จะพาเราไปศึกษาธรรมชาติครับ
โดยภูหลวงนั้นเป็นพื้นที่ราบสูงอยู่บนยอดเขาหินทราย
ที่กว้างกว่าพื้นที่ราบยอดตัดของภูกระดึงเกือบสามเท่าทีเดียวครับ
ภูหลวงมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทั้งกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ ที่ผลัดกันออกดอกทั้งปี
สัตว์ป่านานาชนิด ((เราจะพบก้อนมูลช้างเป็นระยะๆ ครับ)) และหน้าผาที่สวยงาม
เส้นทางช่วงแรกๆ จะเป็นป่าโปร่งๆ ครับ พบทั้งไลเคนและเฟริ์นสวยๆ มากมาย
นางเอกของป่าภูหลวงคนแรกที่เราพบก็คือ
สิงโตใบพาย หรือ Bulbophylluc wallichii
เป็นกล้วยไม้ป่าที่จะออกดอกช่วงนี้ครับ
สิงโตใบพายเป็นกล้วยไม้แกร่งครับ
เพราะเราจะพบว่าเกาะอยู่ตามก้อนหินเท่านั้น

ตั้งใจจะซูมดอก ดันได้โฟกัสที่ต้นซะงั้น เซ็งไปเลยครับ
เราเดินกันยังไม่ทันเหนื่อย เราก็มาพบกับกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ครับ
รองเท้านารีอินทนนท์ หรือ Paphiopedilum villosum (Ldl.) Pfitz.
เป็นกล้วยไม้รองเท้านารี อีกชนิดหนึ่งที่พบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ในทำเลซึ่งอยู่บนภูเขาที่มีระดับสูงจากน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 1,200 เมตร
เช่น ที่บริเวณดอยอินทนนท์ และดอยสูงๆ ในเขตจังหวัดเลยและชัยภูมิ เช่น ภูหลวงและภูกระดึง

จากจุดที่ถ่ายรูปนี่ ผมต้องเงยหน้ามองขึ้นไปประมาณ 3 เมตรครับ
กว่าจะเลือกมุมถ่ายรูปได้ เหนื่อยพอดู
พอถ่ายรูปกันหนำใจเราก็ก้าวเดินต่อครับ
กะว่าจะไปกินกลางวันกันแถวๆ หน้าผา
ยังไม่ทันไร เราก็มาสะดุดกับ เอื้องสำเภางาม หรือ Cymbidium insigne Rolfe ครับ
เอื้องสำเภางามเป็นกล้วยไม้ดินที่ก้านดอกยาวมาก
ออกดอกเป็นช่อ ดอกที่ผมถ่ายมาคือ เอื้องสำเภางามปากลายครับ
โดยจะเห็นว่าปากดอกเป็นลายสีม่วงเข้ม

และแล้วเราก็ทะลุมาที่ทุ่งดอกกุหลาบขาวครับ
กุหลาบขาว หรือ Rhododendron lyi Levl
เป็นพืชท้องถิ่นของภูหลวงครับ ขึ้นเป็นกลุ่ม ออกดอกตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป
เจ้าหน้าที่บอกว่า ดอกจะเริ่มบานเมื่อดอกตูมเจอฝนแรก
และบริเวณนี้ก็จะขาวสพรั่งไปด้วยดอกสีขาวของกุหลาบ
ทำให้พื้นที่บริเวณนี้จะเรียกว่า โคกพรหมจรรย์ครับ เอิ๊ก

ในช่วงป่านี้ยังเขียวอยู่มากครับ ไม่ได้แล้งไปตามฤดูกาล
อากาศเย็นสดชื่น บรรยากาศเย็นสบาย
ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกกรุงบ่อยๆ อย่างนี้ได้ก็คงดีเนอะครับ

ดอกไม้ป่าอีก 1 ชนิดที่จะพบในช่วงนี้ก็คือ
ส้มแปะ หรือ Vaccinium sprengelii (D.Don) Sleum
เป็นไม้พุ่มที่จะออกดอกเล็กๆ สีขาวอมชมพู
มองดูแล้วคล้ายๆ กับโคมไฟดวงจิ๋วๆ เนอะคับ


ส่วนเจ้าต้นข้างบนนี่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ
มีลักษณะคล้ายๆ กันกับดอกของพริกไทยหน่อยๆ เพราะออกตามลำต้น
แปลกดีเนอะครับ
ด้วยเวลาไม่นานผมก็มาถึงผาสมเด็จครับ
เรานั่งพักทานข้าวกันตรงนี้ เพราะใกล้เที่ยงแล้ว
และจุดนี้ก็จะเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะยังพอหาร่มเงาให้นั่งพักได้
เพราะที่เหลือ เราจะเจอกับแดดล้วนๆ ครับ
ลองมองไปทางจุดชมวิว เราก็จะเห็นแนวผาเตลิ่นอยู่ไกลๆ ครับ
เป็นหน้าผาที่มองดูเหมือนว่าเกิดการทรุดตัวของพื้นลงไปเป็นชั้นๆ
ดูเหมือนเป็นขั้นบันไดขนาดยักษ์ครับ

และสาเหตุที่พื้นที่หน้าผาตรงนี้ถูกเรียกว่าผาสมเด็จ
ผมมีคำตอบไว้ให้แล้วในภาพครับ
((ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ชี้ให้ดู ผมก็คงไม่สังเกตุเห็นหรอกครับ 555))

เราเดินเข้าใกล้ผาเตลิ่นไปเรื่อยๆ ครับ
เดินๆ กระโดดๆ ไปตามก้อนหิน ลัดเลาะหน้าผาไปเรื่อยๆ
ลมพัดแรง และมองไปแล้วก็ใจหวิวๆ เสียวตกลงไปครับ

ตามก้อนหินบริเวณนี้เราก็ยังพบไลเคนขนาดเล็กเกาะอยู่ครับ
ผมพยายามถ่ายพวกที่เกาะกันเป็นแพมา
แต่ถ่ายยังไงก็ไม่สวยเลย
เจ้าหน้าที่บอกว่า ไลเคนพวกนี้จะแข็งๆ ในช่วงกลางวัน
แต่จะกลับไปอ่อนนุ่มใหม่ในช่วงเช้าเมื่อเจอกับน้ำค้างมาทั้งคืนครับ
ที่ขึ้นติดกันเป็นแพๆ เขาเรียกว่าฟองหินครับผม


เชื่อผมหรือยังหล่ะครับ ว่าการเดินทางมันสนุกสนานขนาดไหน
ปีนก้อนหินลัดเลาะไปตามหน้าผา
หินบางก้อนก็ไม่ได้ติดแน่นๆ ออกจะคลอนๆ หน่อยๆ สนุกดีครับ
และเมื่อมาถึงตรงยอดปลายหน้าผา ผมก็คงต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย
ให้เพื่อนถ่ายให้ มันยังถามผมอีกนะคับ ว่าทำไมหน้าซีดจัง หิวเร้อ
ไม่ได้หิวว้อย กรูกลัวตก!!!!!!!!!

และจุดหมายปลายทางของการเดิน Trail นี้คือเจ้าสิ่งนี้ครับ
รอยตีนกาใครก็ไม่รู้ที่ค้างอยู่บนก้อนหินบนยอดภูหลวง
เจ้าหน้าที่บอกว่ารอยเท้านี้มีอายุประมาณ 120 ล้านปีครับ
มีอยู่ 4 รอยด้วยกัน
ใครลืมไว้ ก็มาเก็บกลับไปได้นะครับ 555

ปลายหนาว ที่ภูเรือ ภูหลวง

หลังจากที่ซัดข้าวต้มเห็ดหอมกันไปคนละชาม
กับเครื่องเคียงอย่าง ข้าวเหนียว ไก่ย่าง หมูปิ้ง ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู
เราก็ได้ชอปปิ้งของกินเอาไปทำกันบนภูหลวง
และออกเดินทางสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงครับ
แต่แบบว่าพอหนังท้องตึงก็ไปดึงให้หนังตาหย่อน
ยังไม่ทันจะพ้นเขตตลาดภูเรือดี ผมก็หลับสนิท
ชนิดที่ว่าลืมตามาอีกทีก็ อ้าว ถึงภูหลวงแล้วนี่หว่า

เมื่อลืมตามา ผมก็พบกับธรรมชาติสองข้างทางที่สวยงามครับ
ต้นไม้ยังเขียวครึ้ม ขัดๆ กับฤดูกาลที่เป็นฤดูแล้ง
ลองเปิดกระจกยื่นมือออกไป ก็ปะทะกับลมเย็นๆ ครับ
เราใช้เวลาไม่นานนัก ก็มาถึงยังหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
และพบกับต้นกุหลาบแดงสีสดบานสะพรั่งต้อนรับผู้มาเยือนครับ
พวกเอาข้าวของสัมภาระเก็บเข้าบ้านกันอย่างเร่งด่วน
เพราะอยากจะออกเดินสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
Trail โคกนกกระบา ที่จะลัดเลาะไปชมกล้วยไม้และหน้าผาครับ
คนพร้อม กล้องพร้อม อาหารกลางวันพร้อม
เราก็ออกเดินทางตามเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า
ไกด์จำเป็นที่จะพาเราไปศึกษาธรรมชาติครับ
โดยภูหลวงนั้นเป็นพื้นที่ราบสูงอยู่บนยอดเขาหินทราย
ที่กว้างกว่าพื้นที่ราบยอดตัดของภูกระดึงเกือบสามเท่าทีเดียวครับ
ภูหลวงมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ทั้งกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ ที่ผลัดกันออกดอกทั้งปี
สัตว์ป่านานาชนิด ((เราจะพบก้อนมูลช้างเป็นระยะๆ ครับ)) และหน้าผาที่สวยงาม
เส้นทางช่วงแรกๆ จะเป็นป่าโปร่งๆ ครับ พบทั้งไลเคนและเฟริ์นสวยๆ มากมาย
นางเอกของป่าภูหลวงคนแรกที่เราพบก็คือ
สิงโตใบพาย หรือ Bulbophylluc wallichii
เป็นกล้วยไม้ป่าที่จะออกดอกช่วงนี้ครับ
สิงโตใบพายเป็นกล้วยไม้แกร่งครับ
เพราะเราจะพบว่าเกาะอยู่ตามก้อนหินเท่านั้น

ตั้งใจจะซูมดอก ดันได้โฟกัสที่ต้นซะงั้น เซ็งไปเลยครับ
เราเดินกันยังไม่ทันเหนื่อย เราก็มาพบกับกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ครับ
รองเท้านารีอินทนนท์ หรือ Paphiopedilum villosum (Ldl.) Pfitz.
เป็นกล้วยไม้รองเท้านารี อีกชนิดหนึ่งที่พบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ในทำเลซึ่งอยู่บนภูเขาที่มีระดับสูงจากน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 1,200 เมตร
เช่น ที่บริเวณดอยอินทนนท์ และดอยสูงๆ ในเขตจังหวัดเลยและชัยภูมิ เช่น ภูหลวงและภูกระดึง

จากจุดที่ถ่ายรูปนี่ ผมต้องเงยหน้ามองขึ้นไปประมาณ 3 เมตรครับ
กว่าจะเลือกมุมถ่ายรูปได้ เหนื่อยพอดู
พอถ่ายรูปกันหนำใจเราก็ก้าวเดินต่อครับ
กะว่าจะไปกินกลางวันกันแถวๆ หน้าผา
ยังไม่ทันไร เราก็มาสะดุดกับ เอื้องสำเภางาม หรือ Cymbidium insigne Rolfe ครับ
เอื้องสำเภางามเป็นกล้วยไม้ดินที่ก้านดอกยาวมาก
ออกดอกเป็นช่อ ดอกที่ผมถ่ายมาคือ เอื้องสำเภางามปากลายครับ
โดยจะเห็นว่าปากดอกเป็นลายสีม่วงเข้ม

และแล้วเราก็ทะลุมาที่ทุ่งดอกกุหลาบขาวครับ
กุหลาบขาว หรือ Rhododendron lyi Levl
เป็นพืชท้องถิ่นของภูหลวงครับ ขึ้นเป็นกลุ่ม ออกดอกตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป
เจ้าหน้าที่บอกว่า ดอกจะเริ่มบานเมื่อดอกตูมเจอฝนแรก
และบริเวณนี้ก็จะขาวสพรั่งไปด้วยดอกสีขาวของกุหลาบ
ทำให้พื้นที่บริเวณนี้จะเรียกว่า โคกพรหมจรรย์ครับ เอิ๊ก

ในช่วงป่านี้ยังเขียวอยู่มากครับ ไม่ได้แล้งไปตามฤดูกาล
อากาศเย็นสดชื่น บรรยากาศเย็นสบาย
ได้มาสูดอากาศบริสุทธิ์นอกกรุงบ่อยๆ อย่างนี้ได้ก็คงดีเนอะครับ

ดอกไม้ป่าอีก 1 ชนิดที่จะพบในช่วงนี้ก็คือ
ส้มแปะ หรือ Vaccinium sprengelii (D.Don) Sleum
เป็นไม้พุ่มที่จะออกดอกเล็กๆ สีขาวอมชมพู
มองดูแล้วคล้ายๆ กับโคมไฟดวงจิ๋วๆ เนอะคับ


ส่วนเจ้าต้นข้างบนนี่ผมจำชื่อไม่ได้ครับ
มีลักษณะคล้ายๆ กันกับดอกของพริกไทยหน่อยๆ เพราะออกตามลำต้น
แปลกดีเนอะครับ
ด้วยเวลาไม่นานผมก็มาถึงผาสมเด็จครับ
เรานั่งพักทานข้าวกันตรงนี้ เพราะใกล้เที่ยงแล้ว
และจุดนี้ก็จะเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะยังพอหาร่มเงาให้นั่งพักได้
เพราะที่เหลือ เราจะเจอกับแดดล้วนๆ ครับ
ลองมองไปทางจุดชมวิว เราก็จะเห็นแนวผาเตลิ่นอยู่ไกลๆ ครับ
เป็นหน้าผาที่มองดูเหมือนว่าเกิดการทรุดตัวของพื้นลงไปเป็นชั้นๆ
ดูเหมือนเป็นขั้นบันไดขนาดยักษ์ครับ

และสาเหตุที่พื้นที่หน้าผาตรงนี้ถูกเรียกว่าผาสมเด็จ
ผมมีคำตอบไว้ให้แล้วในภาพครับ
((ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ชี้ให้ดู ผมก็คงไม่สังเกตุเห็นหรอกครับ 555))

เราเดินเข้าใกล้ผาเตลิ่นไปเรื่อยๆ ครับ
เดินๆ กระโดดๆ ไปตามก้อนหิน ลัดเลาะหน้าผาไปเรื่อยๆ
ลมพัดแรง และมองไปแล้วก็ใจหวิวๆ เสียวตกลงไปครับ

ตามก้อนหินบริเวณนี้เราก็ยังพบไลเคนขนาดเล็กเกาะอยู่ครับ
ผมพยายามถ่ายพวกที่เกาะกันเป็นแพมา
แต่ถ่ายยังไงก็ไม่สวยเลย
เจ้าหน้าที่บอกว่า ไลเคนพวกนี้จะแข็งๆ ในช่วงกลางวัน
แต่จะกลับไปอ่อนนุ่มใหม่ในช่วงเช้าเมื่อเจอกับน้ำค้างมาทั้งคืนครับ
ที่ขึ้นติดกันเป็นแพๆ เขาเรียกว่าฟองหินครับผม


เชื่อผมหรือยังหล่ะครับ ว่าการเดินทางมันสนุกสนานขนาดไหน
ปีนก้อนหินลัดเลาะไปตามหน้าผา
หินบางก้อนก็ไม่ได้ติดแน่นๆ ออกจะคลอนๆ หน่อยๆ สนุกดีครับ
และเมื่อมาถึงตรงยอดปลายหน้าผา ผมก็คงต้องขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย
ให้เพื่อนถ่ายให้ มันยังถามผมอีกนะคับ ว่าทำไมหน้าซีดจัง หิวเร้อ
ไม่ได้หิวว้อย กรูกลัวตก!!!!!!!!!

และจุดหมายปลายทางของการเดิน Trail นี้คือเจ้าสิ่งนี้ครับ
รอยตีนกาใครก็ไม่รู้ที่ค้างอยู่บนก้อนหินบนยอดภูหลวง
เจ้าหน้าที่บอกว่ารอยเท้านี้มีอายุประมาณ 120 ล้านปีครับ
มีอยู่ 4 รอยด้วยกัน
ใครลืมไว้ ก็มาเก็บกลับไปได้นะครับ 555








ธรรมชาติสร้างสรรค์โลกให้งดงาม ความงามจากอีก ณ มุมหนึ่งของโลก ที่ชาวเมืองหลายคนไม่เคยได้สัมผัส ^^~
โห.... เฮียถ่ายแต่ดอกไม้มาทั้งนั้นเลย แสดงว่าประทับใจดอกไม้เป็นส่วนใหญ่สินะคะ
#1 By หนูพุก on 2007-02-16 12:51