Japan Journey Part I - Edo-Tokyo Museum
posted on 13 May 2007 23:00 by aqui94 in Voyageตามที่ได้เกริ่นไปบ้างแล้วใน Entry รายงานตัว : Japan Journey
การเดินทางครั้งนี้เป็นการไปดูงานด้านการจัดการวัฒนธรรมของเมืองเก่าแก่ทั้งหลาย
เพื่อเอามาใช้ในงานวิจัย ตามที่ได้รับเงินอุดหนุนการวิจัยมาครับ
((แต่ถ้าจะให้พูดตามที่คิดจริงๆ มันก็ไปเที่ยวแหละว้า))
ดังนั้นเราจะไม่ได้เห็นเมือง เท่ากับเห็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่น
ที่คนชอบเดินดูเมืองเก่าๆ แก่ๆ อย่างผมนี้ มีความสุขกับการเดินทางมากๆ ครับ

เราออกเดินทางด้วยสายการบินไทย สายการบินแห่งชาติ ในคืนวันที่ 25 เมษายน ครับ
ด้วยเป็น Flight กลางคืน และหน้าตาของ Flight Attendant นั้นไม่ผ่าน
ผมเลยขอข้ามเรื่องการเดินทางไปเลยละกันนะครับ 555
ตื่นเช้ามาบนเครื่องด้วยเวลาในประเทศไทยประมาณตี 4 แต่เป็น 6 โมงเช้าแล้วของญี่ปุ่น
อีกประมาณชั่วโมง เราก็จะร่อนลงที่สนามบินนาริตะครับ
คุณนายแม่ก็สะกิดๆ ให้ผมดูว่านั่นใช่ภูเขาไฟ Fuji หรือเปล่า
มองไปก็ใช่แน่ครับ ยอดภูเขาไฟที่มีหิมะปกคลุม
เมื่อเครื่องลง เราก็ขนย้ายสัมภาระ ผ่าน ตม. ที่ขั้นตอนไม่ยุ่งยากครับ
เพราะเขาไม่พูดอะไรกับผมเลย นอกจากคำ 2 คำ คือ "ไฮ้" กับ "อะริงะโตะ"
แล้วก็ไปนั่งรอให้หัวหน้ากลุ่มไปจัดการซื้อ Japan Rail Pass
และจองตั๋ว Shinkansen เพื่อเดินทางไป Kyoto ครับ
คุณนายแม่ก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับบรรดาตู้อัตโนมัติทั้งหลายที่วางเรียงราย
สักพักเราก็ได้เดินทางเข้า Tokyo ด้วยขบวนรถไฟ JR ครับ
ผมนั่งมองสองข้างทางไปได้ไม่นาน ตาก็เริ่มปิดอีกครั้งเพราะยังง่วงไม่หาย
แต่ก็ทนนั่งถ่างตาไม่หลับลงไปครับ การได้มาเยือนประเทศในฝัน
เป็นแรงกระตุ้นชั้นดีครับ เพราะกลัวว่าถ้าหลับตาลงไปแล้ว เราจะพลาดอะไรไป น่าเสียดายครับ


เราเปลี่ยนขบวนรถไฟ 1 ครั้งครับ ก็มาถึงโตเกียว
เปลี่ยนไปเป็นรถไฟใต้ดินเพื่อไปโรงแรมในย่าน Asakusa เพื่อขนของเข้าโรงแรมก่อน
แล้วจึงค่อยออกเดินทางไปยังจุดหมายแรกในการศึกษาดูงานครับ
ตอนแรก ผมก็คาดว่าการเดินทางในญี่ปุ่นก็คงจะยุ่งยาก เนื่องจากไม่ค่อยมีภาษาอังกฤษให้อ่าน
แต่ที่ไปเห็นนั้นดีขึ้นมากครับ ((พี่ที่ไปด้วยเขาบอก))
ถ้าเรามีแผนที่ และรู้จุดหมาย การเดินทางก็สะดวกครับ
จากรูปที่ผมโชว์ไว้ จะเห็นเวลาการเดินทางของรถไฟใต้ดินสาย Oedo ครับ
แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไป Roppongi ด้านขวา และมาจาก Roppongi ด้านซ้ายครับ
ในแถบดำคือเวลาเป็นชั่วโมง และตัวเลขที่ตามมาคือเวลาเป็นนาท
เพื่อบอกเราว่ารถจะมาถึงที่สถานีเวลาเท่าใดบ้างครับ ไม่ยากเท่าไรครับ
จะยากกว่าหน่อยคือกับ JR ที่มีขบวนรถด่วน ที่ไม่จอดบางสถานีด้วย
เราก็ต้องมาคอยดูว่าเป็รรถประเภทใด และจอดสถานีที่เราจะไปหรือไม่ครับ

ที่หมายแรกในวันแรกคือ Edo-Tokyo Museum ครับ
เป็นพิฑิธภัณฑ์ทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของเมือง Tokyo ตั้งแต่ในยุค Edo ครับ
ตัวอาคารนั้นสูงใหญ่ เห็นได้ชัดเจน และอยู่ติดกับ Ryokogu-Kokugikan ที่เป็นสนาม Sumo
แต่เราไม่ได้ไปดู Sumo หรอกครับ เพียงแค่เห็นนัก Sumo สวม Yukata ขี่จักรยานผ่านไปครับ
พื้นที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์อยู่บริเวณชั้น 5 และชั้น 6 ซึ่งเมื่อเราขึ้นบันไดเลื่อนไป
เราก็จะพบกับภาพเขียนแสดงประวัติศาสต์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจของ Edo-Tokyo ครับ


และเมื่อเดินเข้ามาถึงห้องจัดแสดง เราก็จะพบกับสะพานไม้ขนาดยักษ์ ต้อนรับเราอยู่ครับ
สะพานนี้มีชื่อว่า Nihonbashi ครับ เป็นสะพานไม้เก่าแก่ของเมือง Edo
((อันนี้จำลองมานะครับ)) ซึ่งย่าน Nihonbashi นี้
เรียกได้เป็นย่านเก่าแก่ทางการค้าของสมัย Edo
โดยปัจจุบันย่านนี้ก็ยังเป็นย่านเศรฐกิจสำคัญของ Tokyo ครับ
การจัดแสดงของพิฑิธภัณฑ์นั้นแสดงถึงประวัติศาสตน์และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ
ภายหลังจากที่ Tokugawa Ieyasu ได้ย้ายเมืองหลวงจาก Kyoto มาเป็น Edo
ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Tokyo ในสมัย Meiji ครับ
การจัดแสดงนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ Edo Zone และ Tokyo Zone
โดย Edo Zone จะถูกจัดแสดงก่อน โดยเราก็จะได้เรียนรู้กับลักษณะการจัดการเมือง
และการเริ่มต้นของ Edo ครับ ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายไปสู่การเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน
ที่การจัดแสดงต่างๆ น่าสนใจมากมายครับ


ใน Tokyo Zone จะเป็นการจัดแสดงของช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงจาก Edo เป็น Tokyo
โดยมีการแสดงความเปลี่ยนแปลงของเมืองด้วยอิทธิพลจากทางยุโรป และอเมริกาครับ
รวมไปถึงผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 2 และการสร้างเมืองภายหลังสงคราม
ภายในพิพิธภัณฑ์อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ครับ และมีไกด์อาสาพาเราเดินชมพร้อมอธิบายต่างๆ ด้วย
กลุ่มของเราได้คุณยายใจดีที่ยังกระฉับกระเฉงมาพาเราเดินชมพิพิธภัณฑ์ครับ

เมื่อข้ามสะพานมาอีกฝั่งหนึ่ง เราก็จะพบกับแบบจำลองของย่าน Nihonbashi ในสมัย Edo
แบบำลองนี้ละเดียดมากๆ ครับ เราจะเห็นลักษณะการตั้งบ้านเรือน และการค้าขายของผู้คน
เขามีกล้องส่องทางไกลขนาดเล็กๆ ไว้ให้ใช้นะครับ เพื่อส่องดูคนในแบบจำลอง
ซึ่งเมื่อลองส่องดูแล้วก็ต้องทึ่งครับ กับความละเอียดในรายละเอียดต่างๆ ในแบบจำลอง
ถัดมาก็จะเป็นการแสดงแบบจำลองของปราสาท Shokun ครับ
Edo Castle ถูกจำลองลงมาแบบไม่สูญเสียรายละเอียดใดๆ
เราจะเห็นลักษณะการจัดวางอาคารของปราสาท และภาพตัดของอาคารเพื่อแสดงให้เห็นภายใน
เพื่อให้เห็นระดับการเข้าเฝ้า Shokun ครับ
ขนาดประตูเล็กๆ รายละเอียดยังประณีตสวยงามมากๆ ครับ
ิ



บนชั้น 6 ใน Edo Zone ยังได้จัดแสดงสิ่งของต่างๆ ในสมัย Shokun Ieyasu ครับ
อย่างฉากบังตาเก่าแก่ที่เห็นนี้ ก็เป็นภาพวาดเรื่องราวการดำเนินชีวิตของประชาชน
ทั้งการเพาะปลูก การค้าขาย การตั้งบ้านเรือน และวัฒนธรรมต่างๆ
ส่วนอันเล็กๆ นั้นกล่าวถึงการทูตกับเกาหลีครับ
ในภาพจะเป็นเรือทูตจากเกาหลี ที่ขนทรัพย์สมบัติต่างๆ มากมาย
มาบรรณาการแก่ Shokun ของญี่ปุ่น
ส่วนรูปไม้แกะสลักนั้นคือ Shokun Tokugawa Ieyasu ครับ



เพิ่งถึงครึ่งเดียวของ Entry นี้เองครับ
ง่วงเสียแล้วสิ

ต่อครับต่อ จากชั้น 6 เราลงบันไดเลื่อนมายังชั้น 5
ก็จะเข้าสู่ส่วนจัดแสดงของวิถีชีวิตใน Edo ครับ
แบบจำลองก็จะแสดงให้เห็นย่านที่อยู่อาศัย ว่าจะมีลักษณะเช่นไร
ก็คล้ายๆ บ้านเมืองเราจริงๆ ครับ ที่จะตั้งอยู่ล้อมรอบบ่อน้ำ
นอกจากแบบจำลอง ก็จะมีอาคารหลังเท่าบ้านจริงๆ แสดงวิถีชีวิตเช่นกันนะครับ
ในภาพนั้นคือร้านขายเต้าหู้ครับ เข้าใจว่าเป็นภาพยนตร์ย้อนยุคที่เพิ่งจะเข้าฉาย
โดยมีสะพาน Nihonbashi และ Edo เป็นฉากหลังของเรื่องครับ
ส่วนบ้านอีกหลายกลังก็เป็นการค้าขาย และมีหุ่นจำลองต่างๆ ครับ
อย่างในภาพก็คือการจำลองเหตุการณ์ให้กำเนิดบุตรของครอบครัวหนึ่งครับ



มาสู่วัฒนธรรมการพิมพ์ของญี่ปุ่นมั่งดีกว่า
ในการพิมพ์หนังสือสักเล่ม เขาก็จะต้องมานั่งแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาครับ
ยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแบบใช้ตัวอักษรเรียงขึ้นมาเป็นคำ แต่แกะขึ้นมาทั้งหน้าเลย
ในส่วนของภาพสี ก็จะมีวิธีการขั้นตอนที่น่าทึ่งเช่นกันครับ
เพราะเขาจะแกะแผ่นได้ขึ้นเป็นส่วนๆ สำหรับสีนั้นๆ
แล้วก็ทำการพิมพ์ทีละสี ลงไปบนกระดาษ จนกระทั่งได้เป็นภาพขึ้นมาสักภาพ
เป็นกระบวนการทำที่ยุ่งยาก เพราะต้องแกะไม้ทีละแผ่น
และไม่น่าเชื่อว่าความละเอียดลออจะทำให้ภาพออกมาสวยมากขนาดนั้นครับ
ไม้แต่ละแผ่นเมื่อพิมพ์ภาพออกมาแล้วได้สีแนบสนิทพอดีอย่างไม่น่าเชื่อครับ




ในส่วนของการค้าบ้าง ลักษณะของเงินก็จะเป็นดังในภาพแหละครับ
เป็นแผ่นๆ เป็นแท่งๆ แล้วแต่ราคา ส่วนพวกตั๋วเงิน ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งครับ
ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายๆ ตั๋วเงินก็คือเช็คนั้นเอง เป็นเอกสารทางการเงินที่ออกโดยร้านค้า
และเมื่อเราได้รับตั๋วเิงินมาจากการขายของอะไรไป
เราก็จะสามารถไปรับเงินได้จากร้านค้าที่ออกตั๋วเงินครับ
โดยแบบจำลอง ((อีกแล้ว)) ก็จะแสดงให้เห็นย่านการค้า และร้านค้าย่าน Nihonbashi ครับ



จำภาพด้านบนได้ไหมครับ อาคารที่มีโคมไฟสีแดงๆ แขวนอยู่ข้างหน้าอ่ะครับ
ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่ต้องนึกครับ เลื่อนขึ้นไปดูก่อนก็ได้ 555
นั่นคือโรงละคร Kabuki ครับ
ภายในก็จะมีตัวหุ่นจำลองตัวละครต่างๆ ที่สวยงามมากๆ ครับ
ปัจจุบัน ละคร Kabuki ก็ยังได้รับความนิยมนะครับ
ไม่เหมือนลิเกหรือลำตัดบ้านเราที่เริ่มจะเสื่อมความนิยมลงไป


ด้วยเวลาจำกัดครับ ทำให้ฝั่งทาง Tokyo Zone ต้องยกเลิกไป
เพราะคณะของเราจะไปที่วัด Asakusa กันต่อ น่าเสียดายมากๆ ครับ
เรื่องเวลากับการเดินทางเป็นหมู่คณะ หลายครั้งต้องทำใจครับ
เพราะไม่มีทางคล่องตัวเท่ากับไปเองคน หรือ 2 คน อย่างแน่นอน


ปิดท้ายด้วยแผนที่ Tokyo ครับ ผมลืมไปแล้วว่าเป็น Tokyo เมื่อปีไหน
แผนที่นี้ขนาดประมาณ 5 คูณ 5 เมตร แปะอยู่บนพื้นด้านหน้าทางเข้า Exibition Hall ครับ
พบกันใหม่ Entry หน้าครับ








<< อินมากมาย

ชอบญี่ปุ่นที่มีทั้งเทคโนโลยีล้ำกับวัฒนธรรมเดิมๆ ยังคงอยู่
จะมีเอนทรีหน้าพาไปชมญี่ปุ่นนอกสถานที่อีกใช่รึปล่าวคะ
#1 By moodee on 2007-05-13 23:29