Amigos que vão, Amigos que vêm
posted on 19 Apr 2006 12:47 by aqui94 in BrasilIntrodução
กับ Category "BraSiL" นี้
มีที่มาที่ไปจากที่ผมได้แวะเวียนเข้าไปอ่านกระทู้ถามเรื่องนักเรียนแลกเปลี่ยน
ใน Cafe ห้องไกลบ้าน ของ Pantip.Com
ก็เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจขึ้นมาครับ
ให้ได้เอาเรื่องราวชีวิตตัวเองสมัยยังเป็นวัยรุ่นมัธยมปลายมาเขียน Blog
บอกเล่าชีวิตของนักเรียนแลกเปลี่ยนของตัวเอง กะเหรี่ยงตัวดำๆ
กับประเทศที่เรียกได้ว่ามีสีสันมากๆ แห่งหนึ่งของโลก
ประเทศบราซิล ครับ
- - - - - - - - - -
เรื่องราวตั้งแต่ Chapter I ก็ติดตามอ่านได้ตาม Link ครับ
((นี่เอ็งมั่นใจว่าจะมีคนตามอ่านเรื่องของเอ็งแน่เร้อ ไอ้เอก))

Chapter I :: ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไหมคร้าบ
Chapter II :: อยากไปญี่ปุ่นคับ
Chapter III :: ในที่สุด ก็รู้ผลแล้วครับ
Chapter IV :: บราซิล ไปดีไหมหว่า
Chapter V :: Orientation Camp - Part I
Chapter VI :: Orientation Camp - Part II
Chapter VII :: Host Family ที่รอคอย
Chapter X :: ครอบครัวของผม - Família De Oliveira
Chapter XII :: Lost in conversation
Chapter XIII :: ไปโรงเรียนกันดีกว่า
Chapter XIV :: แผนที่เมืองครับ
Chapter XV :: Orientation Camp - Rules are not to break!
Chapter XVI :: Copa do Mundo!!! Brasil pra frente!
Chapter XVII :: ไปเป็น Staff Camp ครับ
แล้วผมก็ได้มาต่อกับ Chapter XVIII ที่ Exteen นี่แหละครับ
กับ Chapter XVIII :: Daylight Saving Time
- - - - - - - - - -
Chapter XIX :: Amigos que vão, Amigos que vêm
และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางกลับของเพื่อนๆ กลุ่มที่อยู่มาก่อนหน้านี้ครับ
สาว Norway หนุ่ม Norway และหนุ่ม USA
ที่ใช้ชีวิต Gringos อยู่ใน Londrina ได้ครบหนึ่งปี
มีความสุข มีเสียงหัวเราะ แล้วก็มีประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ยากอธิบาย
พวกผมก็ได้ออกไปส่งเพื่อนที่ท่ารถ บขส. ครับ
((เรียกซะเสียเลย เขาเรียกว่า Terminal de ônibus ครับ))
เพราะจะต้องนั่งรถจากเมือง ไปขึ้นเครื่องบินกลับบ้านกันที่ São Paulo ครับ

จากนั้นก็ถึงคิวของ Martina ครับ สาวห้าวชาว Swiss
คราวนี้เรามีงานเลี้ยงร่ำลากันที่บ้านของ Martina ครับ
พวกเราเด็กใหม่ ก็เลยยกขโยงกันไปนั่งคุยนั่งเล่น
และก็ฉลองการเดินทางกลับบ้าน แบบเศร้าๆ
แต่ผมก็ไม่เข้าใจนะครับ ว่าทำไมพอถ่ายรูปออกมาแล้ว
ดูแต่ละคน เมาๆ ยังไงก็ไม่รู้
ไม่เห็นจะเศร้ากันเล้ย


ก็ดู นาย Hamish เพื่อนซี้ NZ ของผมดิ่คับ
หน้าเริ่มกรึ่มๆ แถมเก๊กท่าถ่ายรูปได้แบบว่า สุดๆ เลยครับ


Martina สนใจประเทศไทยอย่างมากครับ
เธอบอกว่าจริงๆ แล้วก็อยากไปประเทศไทย
แต่การไปเมืองไทย ยังไงก็ง่ายกว่าไปประเทศใน Latin America ตั้งเยอะ
เธอก็เลยเลือกที่จะมาเมืองบราซิลก่อน
แล้วค่อยเอาไว้เก็บเงินไปเที่ยวเมืองไทยทีหลัง
ภูมิใจจังครับ ได้ทำหน้าที่ แฟนต้ายุวทูต
อ้าว ไม่ใช่เหรอ 555
((ดูรูปตัวเองสมัยนั้นกี่ที ก็ได้แต่สงสัยในใจ ทำไมหน้าตรูเด๋อด๋าจังหว่า))
พอเพื่อนๆ ไป เด็กใหม่อย่างพวกผมก็หงอยๆ หน่อยแหละครับ
เพราะขาดเพื่อนคุยเล่นไปหลายคน
อย่างน้อย มีเพื่อนที่เข้าใจหัวอกคนไกลบ้านเช่นกัน
ก็น่าจะดีกว่าไม่มีเลยเนอะครับ
แม้ว่าตอนนั้น ผมเองจะคิดถึงบ้านน้อยมากๆ ก็ตาม

ผมเองก็ใช้ชีวิตไปแบบง่ายๆ ครับ
เช้าไปเรียนหนังสือ บ่ายก็ออกไปเที่ยวเล่น
ทั้งไปว่ายน้ำ และพายเรือคายัคที่ Sport Club
บางทีก็ขี่จักรยานร่อนไปทั่วเมือง ไม่ได้กลัวหลงทางเล้ย
ภาษาก็ยังพูดไม่ค่อยจะได้ ซ่าเสียไม่มี
((เรื่องขี่จักรยานนี่มีหลายเรื่อง หลายตอนครับ เดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟัง))
แล้วก็ต้องไปฝึกภาษากับพี่ชาย ที่ที่ทำงานของพี่ชายด้วยครับ
การเรียนภาษา มาลงตัวกันก็คือ
เราไปค้นหนังสือเรียนของน้องชายตอนเด็กๆ
พวกหนังสือภาพ เพื่อเอามาเรียนรู้คำศัพท์ ไม่ให้น่าเบื่อเกินไป
ควบคู่ไปกันกับการเรียน Grammar ครับ
เพราะภาษาโปรตุเกส เป็นภาษาที่แบ่งเพศ ภาษาที่แบ่งแยกชนชั้น
ถ้าประธานของประโยคแตกต่างกัน การผันกริยาก็จะต้องแตกต่างกันไปด้วย
และด้วยความที่ผมเป็นเด็กสายวิทย์ ก็เลยอาศัยหลักการคิดแบบ วิทย์ๆ นี่แหละครับ
พวกหลักการสังเกตุ การจดจำ และสมมติฐาน
ก็เลยพอจะเรียนภาษาไปได้คืบหน้าหน่อย ไม่อย่างนั้นก็คงงมโข่งไปอีกนาน
((ใครที่เรียนสายศิลป์มา ก็คงมีวิธีการเรียนภาษาอย่างฝรั่งเศสที่ต่างออกไปใช่ไหมครับ))

เพื่อนเก่าจากไป เพื่อนใหม่ก็ก้าวมาครับ
ขบวนการ AFS ของเมืองก็ได้ฤกษ์ต้อนรับ 2 สาว เพื่อนใหม่จากฝั่งยุโรป
Juliana ประธาน AFS ของเมืองก็โทรมาชวนผมไปต้อนรับเพื่อนใหม่
ที่จะเดินทางมาถึงโดยเครื่องบิน ให้ไปรอต้อนรับพร้อมกันที่สนามบินครับ
ซึ่งพอไปถึงก็เห็นญาติมิตร อุ่นหนาฝาคั่ง
ทั้งครอบครัวอุปถัมภ์ของสองสาว สมาชิก AFS ทั้งหลายของเมือง
ผมก็เลยถามไปว่า แล้วตอนที่ผมมาถึงอ่ะ มีคนเยอะขนาดนี้ไหม
Juliana เขาบอกผมว่า ก็ประมาณนี้แหละ น่าจะน้อยกว่าหน่อยเพราะผมมาถึงคนเดียว
ก็เลยแปลกใจตัวเองครับ ว่าตอนนั้นผมตื่นเต้นมากหรืออย่างไร ถึงได้จำใครไม่ได้เลย
มองออกไปก็เห็นแค่ครอบครัวอุปถัมภ์ของตัวเองเท่านั้นเอง


รูปนี้คือส่วนหนึ่งของขบวนการ AFS ที่มารอต้อนรับครับ
พ่อผมกับน้องชายผมที่ตอนแรกบอกว่าแค่จะมาส่ง
ก็มายืนรอต้อนรับด้วยซะงั้น

Veronique จาก Belgium ครับ
เธอคนนี้เก่งมาก มาแป๊บเดียว พูดโปรตุเกสปร๋อเลย
เราอยู่บ้านใกล้ๆ กันครับ ก็เลยสนิทกันมากหน่อย
แถมเป็นคู่เต้น Samba ด้วยกันอีกตะหาก

ส่วนคนนี้ Ana Helga จาก Iceland
สาวสวยผู้เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ
เธอน่ารักนะครับ ยิ้มเก่ง ยิ้มง่าย คุยสนุก

เอาหล่ะครับ
เพื่อนๆ ก๊วนใหม่ก็มาแล้ว
ได้เวลาสนุกสนานกันอีกรอบ
หาเรื่องเที่ยวกันเก่งครับ พวกผมเนี่ย
ออกไป Dance ออกไปดื่มกันได้แทบจะทุกอาทิตย์
ซึ่งที่บ้านเขาก็สนับสนุนนะครับ
คนบราซิลไม่นิยมให้ลูกหลานอยู่ติดบ้านครับ







